บทความเชิงวิพากษ์ว่าด้วยการเลื่อนเป้าหมายของการศึกษา จากความเจริญงอกงามของมนุษย์ สู่ทุนมนุษย์
เมื่อพูดถึงการศึกษา เรามักเริ่มจากคำถามว่าเด็กควรเรียนอะไร ควรสอนอย่างไร ควรวัดผลแบบใด หรือควรมีทักษะอะไรเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่มีคำถามหนึ่งที่มาก่อนคำถามเหล่านั้นทั้งหมด นั่นคือ เราเรียนรู้ไปเพื่ออะไร คำตอบต่อคำถามนี้สำคัญ เพราะจุดหมายที่สังคมกำหนดให้การศึกษาจะย้อนกลับไปกำหนดสิ่งที่โรงเรียนสอน สิ่งที่มหาวิทยาลัยให้คุณค่า สิ่งที่ระบบวัดผล และท้ายที่สุดคือสิ่งที่ผู้เรียนถูกชักนำให้กลายเป็น ระบบการศึกษาสมัยใหม่ทำให้มนุษย์เข้าถึงความรู้ คุณวุฒิ และความสามารถทางเทคนิคได้มากอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่การมีความรู้มากขึ้นไม่ได้ตอบโดยอัตโนมัติว่าความรู้นั้นควรทำให้เราใช้ชีวิตแบบใด บทความนี้ชวนแยกสองจุดหมายของการศึกษาออกจากกัน คือทุนมนุษย์ (Human Capital) กับความเจริญงอกงามของมนุษย์ (Human Flourishing) และเสนอว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การศึกษาสอนให้คนมีความสามารถทางเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่เมื่อความสามารถนั้นถูกยกขึ้นเป็นจุดหมายสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียวที่ใช้ตัดสินคุณค่าของการเรียนรู้ทั้งหมด
จึงไม่ควรสรุปเชิงวิทยาศาสตร์ว่ายิ่งเรียนมากยิ่งมีชีวิตไร้จุดหมาย เพราะหลักฐานไม่ได้รองรับความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลเช่นนั้น (Sumner, 2017) ข้อวิพากษ์ที่แม่นยำกว่าคือ ระบบการศึกษาสามารถเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการผลิตความรู้ ทักษะ และคุณวุฒิ โดยไม่จำเป็นต้องเก่งขึ้นในระดับเดียวกันในการบ่มเพาะความหมาย ความเป็นเจ้าของชีวิต และจุดมุ่งหมายของผู้เรียน
การเติบโตของตรรกะทุนมนุษย์
งานของ Gary Becker (1964) ทำให้แนวคิด Human Capital กลายเป็นกรอบสำคัญของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ การศึกษาและการฝึกอบรมสามารถมองเป็นการลงทุนที่เพิ่มความสามารถในการผลิต โอกาสการจ้างงาน รายได้ และผลผลิตทางเศรษฐกิจ แนวคิดนี้ไม่ควรถูกทำให้เป็นผู้ร้าย เพราะความสามารถทางเศรษฐกิจมีความสำคัญ การทำงานสามารถสร้างความมั่นคง ศักดิ์ศรี การมีส่วนร่วมในสังคม และโอกาสในการพัฒนาชีวิต
ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อหนึ่งในคุณค่าที่ชอบธรรมของการศึกษา ค่อย ๆ กลายเป็นเกณฑ์หลักที่ใช้ตัดสินคุณค่าของการศึกษาทั้งหมด ภายใต้ตรรกะทางเศรษฐกิจ การศึกษาจึงถูกเล่าเป็นลำดับของการสะสมทักษะ เพิ่มผลิตภาพ เพิ่มโอกาสการจ้างงาน สร้างผลตอบแทน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้เรียนจึงเสี่ยงต่อการถูกมองเป็นกำลังการผลิตในอนาคต วิชาถูกถามว่ามีประโยชน์ต่ออาชีพหรือไม่ มหาวิทยาลัยถูกวัดจากการมีงานทำของบัณฑิต หลักสูตรถูกปรับให้ตอบสนองอุตสาหกรรม และบุคคลสะสมใบรับรองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผิดในตัวเอง คำถามเชิงวิพากษ์คือ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาษาหลักที่การศึกษาใช้ทำความเข้าใจจุดหมายของตัวเอง
ทำไม lifelong learning ถึงเสี่ยงกลายเป็น lifelong labour
เมื่ออยู่ภายใต้ตรรกะดังกล่าว การเรียนรู้สามารถค่อย ๆ มีโครงสร้างคล้ายแรงงาน เราเรียนเพื่อทำงาน จากนั้นเรียนต่อเพื่อรักษาความสามารถในการทำงาน แล้วรีสกิลเมื่อโลกการทำงานเปลี่ยน และเริ่มวงจรใหม่อีกครั้ง แนวคิด lifelong learning จึงมีความหมายสองด้าน ในความหมายที่กว้าง มันคือการค้นพบโลก ทำความเข้าใจตนเอง พัฒนาวิจารณญาณ สร้างสรรค์ มีส่วนร่วมกับชุมชน และเจริญงอกงามตลอดชีวิต แต่ในความหมายที่แคบ มันสามารถกลายเป็นภาระถาวรของการรีสกิล อัปสกิล สอบใบรับรอง และปรับตัวตามความต้องการของตลาดแรงงาน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเรียนเพื่ออาชีพเป็นสิ่งไม่ดี แต่เกิดขึ้นเมื่อ lifelong learning ค่อย ๆ กลายเป็น lifelong preparation for labour กล่าวคือ มนุษย์มีความสามารถมากขึ้น แต่ขอบเขตของจุดหมายที่เราจินตนาการว่าจะนำความสามารถเหล่านั้นไปใช้กลับแคบลง
Human Flourishing คืออะไร และต่างจาก Human Capital อย่างไร
อีกสายความคิดหนึ่งเริ่มต้นด้วยคำถามคนละแบบ แทนที่จะถามว่าการศึกษาจะทำให้มนุษย์มีผลิตภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้นได้อย่างไร มันถามว่าการศึกษาจะช่วยให้มนุษย์มีชีวิตที่ควรค่าแก่การดำรงอยู่ได้อย่างไร งานร่วมสมัยของ Kristján Kristjánsson (2017) เป็นส่วนหนึ่งของการกลับมาให้ความสำคัญกับ human flourishing ในฐานะจุดหมายของการศึกษา และล่าสุด OECD (2025) ก็ได้เสนอกรอบแนวคิด "Education for Human Flourishing" ในทิศทางเดียวกัน Flourishing ในความหมายนี้ไม่ได้เท่ากับความสุขชั่วคราวหรือความสบาย แต่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและใช้ศักยภาพของมนุษย์ ปัญญาเชิงปฏิบัติ ความสัมพันธ์ agency ความหมาย คุณลักษณะของบุคคล และการมีส่วนร่วมกับสิ่งที่มีคุณค่า
เมื่อจุดหมายเปลี่ยน ภาพของผู้เรียนก็เปลี่ยนตาม ผู้เรียนไม่ใช่เพียงผู้ถือครองทักษะที่ต้องถูกปรับให้เหมาะสมที่สุดเพื่อการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ การศึกษากลับมาถามว่ามนุษย์สามารถเข้าใจอะไร กลายเป็นใคร สร้างคุณค่าอะไร ใส่ใจสิ่งใด และพบความหมายจากอะไร การทำงานยังคงสำคัญ แต่ถูกวางไว้ภายในภาพที่ใหญ่กว่าของชีวิตมนุษย์
เราไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงฝั่งเดียว
ข้อถกเถียงนี้ไม่ควรถูกลดให้เป็น Human Capital ปะทะ Human Flourishing ราวกับสังคมต้องเลือกอย่างหนึ่งแล้วทิ้งอีกอย่างหนึ่ง มนุษย์ที่เจริญงอกงามย่อมต้องมีความสามารถ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจสามารถสนับสนุน agency และงานที่มีความหมายก็สามารถเป็นองค์ประกอบหนึ่งของชีวิตที่ดีได้ คำถามที่ลึกกว่าจึงเป็นเรื่องของลำดับชั้นของจุดหมาย คือ Human Capital เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่รับใช้ Human Flourishing หรือ Human Flourishing ถูกลดทอนให้เหลือเพียงการผลิต Human Capital
ในแบบแรก การศึกษาสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจเพราะความสามารถเหล่านั้นช่วยให้มนุษย์สร้างชีวิตที่กว้างกว่า ในแบบหลัง ชีวิตที่กว้างกว่ากลับถูกให้คุณค่าเท่าที่มันช่วยเพิ่มผลิตภาพเท่านั้น หลักสูตรเดียวกันจึงสามารถตั้งอยู่บนปรัชญาการศึกษาที่แตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับว่าอะไรถูกวางไว้เป็นจุดหมายสุดท้าย
ทำไม AI ทำให้คำถามเรื่องจุดหมายการศึกษาเร่งด่วนขึ้น
ปัญญาประดิษฐ์ทำให้คำถามนี้รุนแรงขึ้น หากเราให้เหตุผลต่อการศึกษาหลัก ๆ ว่าเป็นเครื่องมือสร้างทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเครื่องจักรสามารถทำทักษะจำนวนมากได้เร็วกว่า ถูกกว่า หรือในขนาดที่ใหญ่กว่ามนุษย์ ระบบที่จัดการศึกษาเพื่อให้มนุษย์แข่งขันกับเครื่องจักรเป็นหลัก อาจต้องปรับมนุษย์ตามเส้นขอบเทคโนโลยีครั้งแล้วครั้งเล่า แต่อีกทางหนึ่งคือยอมรับว่ามนุษย์ไม่เคยควรเรียนรู้เพียงเพื่อเอาชนะเครื่องจักรตั้งแต่แรก
ยุค AI จึงอาจเป็นโอกาสให้การศึกษากลับไปหาคำถามที่ตรรกะแบบอุตสาหกรรมและ Human Capital เคยผลักไว้ด้านหลัง ไม่ใช่เพียงว่าเราจะเตรียมนักเรียนอย่างไรสำหรับอนาคตของการทำงาน แต่เราจะเตรียมมนุษย์อย่างไรสำหรับอนาคตของการมีชีวิต
จากการเรียนมากขึ้น สู่การมีจุดหมายมากขึ้น?
ประโยคที่ว่า "ยิ่งเราเรียนมาก เรายิ่งมีชีวิตไร้จุดหมาย" มีพลังทางวาทกรรม แต่แรงเกินกว่าหลักฐานทางวิชาการ ระดับการศึกษาไม่ได้พิสูจน์ว่าทำให้จุดหมายในชีวิตลดลง และการเรียนรู้สามารถสนับสนุนอัตลักษณ์ agency ความสามารถ ความสัมพันธ์ และความหมายได้ ข้อวิพากษ์ที่ป้องกันได้ดีกว่าคือ สถาบันสมัยใหม่สามารถทำให้มนุษย์เรียนรู้มากขึ้นและมีความสามารถมากขึ้น โดยไม่รับประกันว่าพวกเขาจะเข้าใจชัดขึ้นว่าความสามารถเหล่านั้นมีไว้เพื่ออะไร
การศึกษาของเราเก่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการตอบคำถามประเภท How คำนวณอย่างไร เขียนโปรแกรมอย่างไร วิเคราะห์อย่างไร สื่อสารอย่างไร ทำงานอย่างไร และแข่งขันอย่างไร แต่การศึกษาที่มุ่งสู่ flourishing ต้องรักษาพื้นที่ของคำถาม Why ไว้ด้วย ทำไมสิ่งนี้จึงควรรู้ ความรู้นี้ทำให้เรากลายเป็นคนแบบใด ความสามารถนี้นำมาซึ่งความรับผิดชอบอะไร และเราต้องการให้ความรู้นี้ช่วยสร้างชีวิต ชุมชน หรือโลกแบบใด วิกฤตจึงอาจไม่ใช่การที่มนุษย์เรียนรู้น้อยเกินไป แต่อาจเป็นการที่การเรียนรู้ถูกแยกออกจากจุดหมายของชีวิต
สรุป: จัดลำดับจุดหมายของการศึกษาเสียใหม่
ภารกิจจึงไม่ใช่การยกเลิกการศึกษาเพื่อการทำงาน แต่คือการนำการทำงานกลับไปวางในตำแหน่งที่เหมาะสมภายในการศึกษาเพื่อชีวิต ทักษะ employability ผลิตภาพ และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจยังสามารถเป็นผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ชอบธรรมได้ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นจุดหมายสุดท้ายที่ใช้ตัดสินคุณค่าของผลลัพธ์อื่นทั้งหมด การศึกษาสามารถถูกมองใหม่ว่าเป็นการพัฒนาความสามารถและ agency เพื่อให้มนุษย์สามารถมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายและเจริญงอกงาม
การกลับทิศที่สำคัญจึงไม่ใช่จากการทำงานไปสู่การต่อต้านการทำงาน หรือจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่อุดมคติที่ใช้การไม่ได้ แต่เป็นการกลับลำดับของจุดหมาย ความสามารถทางเศรษฐกิจควรรับใช้ชีวิตมนุษย์ที่เจริญงอกงาม มากกว่าที่ชีวิตมนุษย์ต้องพิสูจน์คุณค่าของตนผ่านความสามารถทางเศรษฐกิจ คำถามสำคัญของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จึงอาจไม่ใช่เพียง "เราเรียนรู้ไปมากเพียงใดแล้ว" แต่คือ "สิ่งที่เราเรียนรู้ทำให้เรากลายเป็นอะไร และการกลายเป็นนั้นมีไว้เพื่ออะไร"
เอกสารอ้างอิง
Becker, G. S. (1964). Human Capital: A Theoretical and Empirical Analysis, with Special Reference to Education. National Bureau of Economic Research.
Kristjánsson, K. (2017). Recent work on flourishing as the aim of education: A critical review. British Journal of Educational Studies, 65(1), 87–107.
OECD. (2025). Education for Human Flourishing: A Conceptual Framework. OECD Publishing.
Sumner, R. (2017). More education, more purpose in life? A comparison of purpose across adults with different levels of education. Applied Research in Quality of Life, 12, 17–34.
บทความเชิงวิพากษ์นี้เขียนโดย ศักดา เลิศพิพัฒน์วาณิชย์ ว่าด้วยจุดหมายของการศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์ เชื่อมโยงกับงานวิจัยเรื่องการเจริญงอกงามและพฤติกรรมมนุษย์ของผู้เขียน

