ถ้าเป้าหมายของชีวิตคือการทำให้ชีวิตลื่นไหล คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าจะลื่นไหลอย่างไร แต่คือลื่นไหลไปทางไหน
มีข้อเสนอที่น่าสนใจว่า บางทีเป้าหมายของชีวิตอาจไม่ใช่สิ่งที่ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่เป็นเพียงการทำให้ชีวิตดำเนินไปอย่างลื่นไหลตามที่ต้องการ ไม่ฝืน ไม่สะดุด ไม่ต้องต่อสู้กับตัวเองตลอดเวลา แต่ทันทีที่ตั้งข้อเสนอนี้ ปัญหาก็ตามมาทันที เพราะคำว่า "ตามที่ต้องการ" ยังคงบรรจุเป้าหมายบางอย่างไว้อยู่ดี และคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เป้าหมายแบบไหนที่ควรอยู่เบื้องหลังความลื่นไหลนั้น ถ้าสิ่งที่ต้องการนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่การไล่ตามมันกลับให้ความรู้สึกลื่นไหลอย่างแท้จริง สิ่งนั้นจะยังนับเป็นการเจริญงอกงามของชีวิตได้หรือไม่
ภาวะลื่นไหลที่รู้สึกได้ ไม่ใช่หลักประกันว่าถูกต้อง
จุดที่ต้องยอมรับตรงไปตรงมาคือ ความรู้สึกลื่นไหลในทางจิตวิทยา คือสภาวะของความดื่มด่ำและการหลอมรวมระหว่างการกระทำกับความรู้ตัว ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับกิจกรรมแทบทุกประเภท ไม่ว่ากิจกรรมนั้นจะส่งผลดีหรือร้ายต่อชีวิตในภาพรวมก็ตาม คนที่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเสพติด คนที่ไล่ล่าอำนาจโดยไม่สนใจว่าใครจะเสียหาย หรือคนที่จมอยู่กับความสัมพันธ์ที่ทำร้ายตัวเอง ล้วนสามารถประสบกับสภาวะดื่มด่ำที่มีลักษณะภายนอกคล้ายภาวะลื่นไหลได้ทั้งสิ้น หากใช้เพียง "ความรู้สึกลื่นไหล" เป็นเกณฑ์เดียวในการตัดสิน ก็จะไม่มีทางแยกความแตกต่างระหว่างชีวิตที่กำลังเจริญงอกงามจริง กับชีวิตที่กำลังไหลลึกลงไปในทิศทางที่ทำลายตัวเองหรือผู้อื่นได้เลย
นี่คือเหตุผลที่ความลื่นไหลเพียงอย่างเดียวไม่อาจเป็นคำตอบสุดท้ายของคำถามเรื่องเป้าหมายชีวิตได้ มันต้องมีเกณฑ์อื่นมากำกับว่า ทิศทางแบบใดที่ควรค่าแก่การไหลไปหา
เกณฑ์ที่ซ่อนอยู่: การเจริญงอกงามไม่เคยเป็นเรื่องของคนคนเดียว
จุดที่ช่วยคลี่คลายปมนี้ได้ อยู่ที่การทบทวนว่า "การเจริญงอกงาม" ถูกนิยามไว้อย่างไรตั้งแต่ต้น การเจริญงอกงามไม่เคยถูกนิยามให้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลเพียงลำพัง แต่ถูกวางไว้ในฐานะปรากฏการณ์เชิงสัมพันธ์ตั้งแต่แรก นั่นคือ ไม่มีชีวิตใดเจริญงอกงามได้โดยลำพัง และการเจริญงอกงามของบุคคลหนึ่งต้องไม่แลกมาด้วยความเสื่อมถอยของผู้อื่นหรือของส่วนรวม
เมื่อนำเกณฑ์นี้มาทาบกับคำถามข้างต้น คำตอบจึงเริ่มชัดเจนขึ้น ความลื่นไหลที่ต้องแลกมาด้วยความเสียหายของคนอื่นหรือของระบบที่ตนอาศัยอยู่ ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์เพราะ "รู้สึกไม่ดี" แต่ถูกตัดสิทธิ์เพราะขัดกับโครงสร้างพื้นฐานของคำว่าเจริญงอกงามตั้งแต่ต้น การเจริญงอกงามที่แท้จริงจึงไม่ใช่คุณสมบัติของปัจเจกบุคคลคนเดียวที่แยกขาดจากบริบท แต่เป็นคุณสมบัติของทั้งระบบความสัมพันธ์ที่บุคคลนั้นเป็นส่วนหนึ่งอยู่ ความลื่นไหลที่ทำลายส่วนอื่นของระบบไปด้วย จึงเป็นความลื่นไหลที่แคบและไม่มั่นคง ไม่ใช่ความลื่นไหลในความหมายที่สมบูรณ์
ทำไมความลื่นไหลที่ผิดทิศทางจึงมักไม่ยั่งยืน
หากมองผ่านแนวคิดเรื่องความสอดคล้องระหว่างสภาวะภายในกับพฤติกรรมภายนอก จะเห็นได้ชัดขึ้นว่าเหตุใดความลื่นไหลที่ไล่ตามเป้าหมายที่ทำลายผู้อื่นจึงมักไม่ยั่งยืนในระยะยาว ความลื่นไหลแบบนั้นอาจให้ความรู้สึกสอดคล้องในระดับพฤติกรรมกับอารมณ์ขณะนั้นจริง แต่เมื่อพิจารณาในมิติที่กว้างกว่า เช่น ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ความหมายของชีวิตในระยะยาว หรือผลกระทบที่ทอดยาวไปตามกาลเวลา ความสอดคล้องนั้นกลับแตกร้าว สิ่งที่ดูเหมือนลื่นไหลในวันนี้ จึงมักนำไปสู่ความขัดแย้งภายในหรือความสัมพันธ์ที่พังทลายในวันข้างหน้า นี่คือความแตกต่างระหว่างความลื่นไหลที่แท้จริงซึ่งมั่นคงข้ามเวลา กับความลื่นไหลชั่วคราวที่สร้างขึ้นจากการมองเห็นเพียงมิติเดียวของชีวิต
ความลื่นไหลไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย
ส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือข้อสังเกตที่ว่า ความลื่นไหลที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทันที แต่ต้องผ่านบทเรียนมากมายกว่าจะรู้ว่าทิศทางใดคือทิศทางที่ทำให้ชีวิตลื่นไหลไปพร้อมกับโลกรอบตัวได้จริง เหตุผลก็คือ ทิศทางที่ถูกต้องไม่ได้ถูกมอบให้ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่แรก มนุษย์มักเริ่มต้นด้วยความเชื่อว่าสิ่งที่ตนต้องการคือสิ่งที่ถูกต้อง แล้วจึงค่อยๆ พบผ่านประสบการณ์จริงว่าความเชื่อนั้นตรงกับความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด กระบวนการนี้คือการค่อยๆ ลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เชื่อว่าต้องการ กับสิ่งที่นำไปสู่การเจริญงอกงามจริง ผ่านการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับชีวิตจริง ไม่ใช่ผ่านการคิดคำนวณในหัวเพียงลำพัง
บทเรียนที่ว่านี้ จึงไม่ใช่อุปสรรคที่ขวางทางความลื่นไหล แต่เป็นกระบวนการที่จำเป็นในการปรับทิศทางของความต้องการให้ค่อยๆ สอดคล้องกับการเจริญงอกงามที่แท้จริงมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่ไม่เคยผ่านบทเรียนเหล่านี้เลย มักเข้าใจผิดว่าความราบรื่นชั่วคราวคือความลื่นไหลที่แท้จริง และมักต้องเรียนรู้ซ้ำจากความเสียหายที่ตามมาในภายหลัง ก่อนจะเข้าใจว่าทิศทางเดิมนั้นพาตนออกห่างจากการเจริญงอกงาม ไม่ใช่เข้าใกล้มัน
สรุป
เป้าหมายของชีวิตอาจเป็นเรื่องของการทำให้ชีวิตลื่นไหลจริงตามที่หลายคนรู้สึก แต่ความลื่นไหลนั้นไม่อาจแยกขาดจากคำถามว่าลื่นไหลไปทางไหน เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินทิศทางนั้นไม่ใช่ความรู้สึกดีในขณะนั้น แต่คือว่าทิศทางนั้นเกื้อหนุนหรือทำลายการเจริญงอกงามของทั้งตนเองและสิ่งแวดล้อมที่ตนเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในระยะยาว และการจะรู้ว่าทิศทางใดคือทิศทางที่ถูกต้อง ก็ไม่ใช่สิ่งที่รู้ได้ในทันที แต่ต้องอาศัยบทเรียนจากชีวิตจริงค่อยๆ กลั่นกรองความเชื่อเดิมให้แม่นยำขึ้นทีละน้อย ภาวะลื่นไหลที่แท้จริงจึงไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่หาได้ง่าย แต่เป็นผลลัพธ์ปลายทางของกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการค้นพบ
*บทความนี้เรียบเรียงจากแนวคิดเรื่องภาวะลื่นไหลและความสอดคล้อง (Flow and Coherence) หลักการเจริญงอกงามเชิงสัมพันธ์ และทฤษฎีความบิดเบือน (Distortion Theory) ภายใต้กรอบศาสตร์แห่งเมตรัย (Metraiology) โดย ศักดา เลิศพิพัฒน์วาณิชย์
